ปวดท้องน้อย (Pelvic pain) อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ปวดท้องน้อย

ปวดท้องน้อย ปวดอุ้งเชิงกราน หรือปวดรอบๆเชิงกราน (Pelvicpain)

หมายถึง ลักษณะของการปวดที่เกิดจากการมีความผิดปกติหรือโรคของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆที่อยู่ข้างในส่วนของท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน (Pelvic cavity) ทำให้ผู้เจ็บป่วยมีลักษณะของการปวดขึ้นแบบฉับพลันหรือปวดแบบเรื้อรังนานๆซึ่งก็ขึ้นกับต้นสายปลายเหตุที่แตกต่างกันไป โดยปัจจัยที่พบมากๆของลักษณะของการปวดท้องน้อยหมายถึงปวดรอบเดือนกระเพาะปัสสาวะอักเสบไส้ติ่งอักเสบปีกมดลูกอักเสบ รวมทั้งการตั้งครรภ์นอกมดลูก

อาการนี้เป็นอาการที่พบบ่อยในหญิงและมากยิ่งกว่าผู้ชายมากโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุโดยประมาณ 12 ปี(เริ่มมีรอบเดือน) ถึงอายุโดยประมาณ 50 ปี (วัยหมดระดู) ดังนี้อาจเป็นเพราะเนื่องจากส่วนประกอบทางร่างกายที่เอื้อต่อการเกิดความแปลกที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวด อีกทั้งยังมีอวัยวะรวมทั้งระบบลักษณะการทำงานของร่างกายที่เอื้อต่อการเกิดลักษณะของการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้มากยิ่งกว่า ซึ่งในชีวิตของหญิงทุกคนควรมีลักษณะของการปวดท้องน้อยหรือปวดในอุ้งเชิงกรานมาบ้างแล้ว บางโอกาสปวดน้อย บางครั้งปวดมาก บางเวลาปวดนานๆครั้ง หรือปวดแบบเรื้อรัง

อวัยวะภายในท้องน้อย ท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน (Pelviccavity) จะประกอบไปด้วย

(กระเพาะปัสสาวะท่อเยี่ยว ไต แล้วก็ท่อไตด้านล่าง), ลำไส้เล็กด้านล่าง, ลำไส้ใหญ่ข้างล่าง (ไส้ตรงทวารหนัก), ไส้ติ่ง, เยื่อเกี่ยวพันต่างๆ(ยกตัวอย่างเช่น เส้นโลหิต เส้นประสาท ระบบน้ำเหลือง กล้าม รวมทั้งเยื่อพังผืด) รวมทั้งส่วนที่ต่างๆนาๆตามเพศเป็นในหญิงจะมีมดลูกปีกมดลูก รังไข่ ท่อรังไข่ รวมทั้งช่องคลอด ส่วนในเพศชายเป็นต่อมลูกหมาก ซึ่งการที่จะหาต้นเหตุของลักษณะของการปวดท้องน้อยได้บางทีก็เกิดเรื่องยุ่งยากในการค้นหา และก็ต้นเหตุอะไรบางอย่างก็เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากปวดจนกระทั่งมีความรู้สึกว่าส่งผลต่อการดำรงชีวิตหรือมากจนกระทั่งสุดทนในบางคราว

ต้นเหตุของการปวดท้องน้อย

ลักษณะของการปวดท้องน้อยเกิดได้จากหลากหลายกรณี และแต่ละปัจจัยก็ทำให้มีลักษณะของการปวดได้ต่างๆนาๆ อาทิเช่น ไส้ติ่งอักเสบ (กดเจ็บตรงท้องน้อยทางด้านขวา), ปีกมดลูกอักเสบ(กดเจ็บตรงท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง หรือทางซ้ายหรือทางด้านขวาเพียงแต่ด้านเดียว รวมทั้งจับไข้สูง), กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน(จับไข้ หนาวสั่น ฉี่ขุ่น รวมทั้งเคาะเจ็บที่สีข้าง), การอักเสบของลำไส้ใหญ่, การอักเสบของลำไส้เล็กส่วนที่อยู่ในท้องน้อย,กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, กล้ามแล้วก็เยื่อในท้องน้อยอักเสบ,การติดโรคในอุ้งเชิงกราน (เจอในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย),นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, นิ่วในท่อไตข้างล่าง (ปวดตรงท้องน้อยหรือสีข้างและก็ร้าวไปที่ช่องคลอดฝ่ายเดียวกัน), ปวดเมนส์ (ปวดเวลามีเมนส์), เลือดออกทางช่องคลอด, คลอด (ปวดบิดเป็นตอนๆท้องแก่รวมทั้งมีลักษณะแบบเจ็บท้องคลอด), รกลอกตัวก่อน (อายุท้องมากยิ่งกว่า 6 เดือน แล้วก็มดลูกเกร็งแข็ง), ท้องนอกมดลูก (เมนส์ขาดไม่เกิน 3 เดือน รวมทั้งลุกนั่งจะเป็นลมเป็นแล้ง), แท้งลูก (เมนส์ขาด มีอาการตกเลือดทางช่องคลอด รวมทั้งมีเศษเนื้อหรือเศษเกลื่อนกลาดออกมา), เนื้องอกรังไข่, ถุงน้ำรังไข่, เยื่อบุโพรงมดลูกรุ่งเรืองขึ้นไม่ถูกที่, เนื้องอกมดลูก (มีเมนส์ออกมาก หรือกะปริบกะปรอย หรือมีลูกยาก), โรคมะเร็งของอวัยวะเพศหญิง (ยกตัวอย่างเช่น เนื้องอกรังไข่ โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก), ต่อมลูกหมากอักเสบ,โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก, ขัดเบา, ท้องร่วงตกขาว และยังรวมไปถึงภาวะทางจิตหรือสภาวะเครียด ฯลฯ

ลักษณะของการปวดท้องน้อยสามารถแยกออกได้เป็น 2-3 กลุ่มคือ

1.ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน (Acute pelvic pain) คนป่วยจะมีลักษณะของการปวดท้องน้อยเกิดขึ้นแบบทันทีทันควัน แล้วก็มักมีลักษณะอาการอ้วก คลื่นไส้ร่วมด้วย หรือมีลักษณะอาการเป็นลมเป็นแล้งในบางราย ปัจจัยส่วนมากมักมีสาเหตุจากการขาดเลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะในท้องที่เป็นต้นเหตุหรืออาจเกิดขึ้นจากอวัยวะที่เป็นต้นเหตุได้รับความเสื่อมโทรม แล้วก็มักมีสาเหตุจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว ที่พบบ่อยๆยกตัวอย่างเช่น

  • การอักเสบต่างๆยกตัวอย่างเช่น มดลูกอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ ไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • เนื้องอกรังไข่ บางทีอาจมีลักษณะเป็นเนื้องอกตันหรือถุงน้ำ(Cyst) คนเจ็บจะมีลักษณะของการปวดแบบทื่อๆถ่วงๆท้องน้อยแบบเกิดขึ้นทันทีทันควัน หากถุงน้ำมีการรั่วจะก่อให้น้ำหรือเลือดออกมาในท้องหรือมีการบิดตัวที่ขั้วถุงน้ำ
  • การมีท้องนอกมดลูกหมายถึงการท้องที่ตัวอ่อนไปเกาะรุ่งโรจน์อยู่นอกตัวมดลูก ซึ่งมักเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ (ภายหลังจากถือกำเนิดตัวอ่อน) เมื่อรุ่งโรจน์มากขึ้นเรื่อยๆก็ดันท่อนำไข่โป่งแล้วก็แตกจะมีผลให้มีเลือดไหลออกมาในท้อง ทำให้ปวดและก็มีลักษณะอาการเสียเลือด คนป่วยบางทีอาจมีลักษณะช็อกและก็เสียชีวิตได้
  • ถุงน้ำรังไข่แตก รั่ว หรือบิดขั้ว
  • ภาวะไข่ตกในตอนกึ่งกลางรอบเดือน
  • นิ่วในท่อไต

2.ปวดท้องน้อยเป็นซ้ำ (Recurrent pelvic pain)

ปวดท้องน้อยเพราะไข่ตก (Mittelschmerz) กลุ่มนี้จะเป็นผลมาจากมีการหลั่งของสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ออกมาจากถุงรังไข่ที่รั่วออกมา ซึ่งคนไข้ชอบมีลักษณะของการปวดสั้นๆราวๆ 1-2 วัน ในตอนกลางของรอบเดือน เมื่อกินยาพาราอาการจะดีขึ้น แม้กระนั้นในเรื่องที่กินยาพาราแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือมีภาวการณ์อื่นร่วมด้วย ดังเช่นว่า อิดโรยง่าย เป็นลมเป็นแล้ง จะต้องไปพบหมอเพื่อรับการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกถัดไป
ปวดระดู (Primary dysmenorrhea) ธรรมดาแล้วถ้าเกิดมีรอบเดือนไม่สมควรจะปวดหรือปวดเพียงแค่บางส่วน แต่ว่าถ้าหากปวดมากมายชอบมีความผิดแปลกเกิดขึ้น ซึ่งลักษณะของการปวดมักเกิดขึ้นในตอนก่อนมีรอบเดือนแล้วก็บางทีอาจปวดสม่ำเสมอได้ถึง 72 ชั่วโมง ลักษณะของการปวดชอบทุเลได้โดยการใช้ยากรุ๊ปยั้งการผลิตสารโพรสตาเอ็งลนลานดินหรือการใช้ยาคุม รวมทั้งลักษณะของการปวดของคนไข้กลุ่มนี้จะดีขึ้นภายหลังจากการมีบุตร

3.ปวดท้องน้อยเรื้อรัง (Chronic pelvic pain)

เป็นภาวะที่พบบ่อยแล้วก็คือปัญหาอย่างยิ่งในการวิเคราะห์รวมทั้งให้การดูแลและรักษาที่ถูก คนไข้จำนวนมากก็เลยมักมีเรื่องราวรักษาจากหมอผู้คนจำนวนมาก ด้วยเหตุว่าการวิเคราะห์หามูลเหตุได้ออกจะยากลักษณะของการปวดอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากปัจจัยเดียวหรือมีเหตุมาจากหลายๆต้นสายปลายเหตุด้วยกันก็ได้ โดยเริ่มต้นผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะของการปวดแบบเป็นๆหายๆแล้วถัดมาจะปวดตลอดระยะเวลา หรือบางทีอาจจะปวดเป็นระยะๆไม่บ่อยนัก ไม่สามารถที่จะบอกล่วงหน้าได้ แล้วก็ลักษณะของการปวดชอบเป็นต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 3-6 เดือน (ภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นต้นเหตุในผู้เจ็บป่วยที่ตัดมดลูกทั้งผองถึง 18%) ส่วนต้นเหตุที่พบบ่อยๆอย่างเช่น

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญก้าวหน้าขึ้นผิดที่(Endometriosis) หมายถึงการที่มีเยื่อบุโพรงมดลูกที่มีหน้าที่เลี้ยงตัวอ่อนเวลาเริ่มมีครรภ์ หรือเมื่อเส้นโลหิตออกมากับเลือดจากโพรงมดลูกตอนมีประจำเดือนนั้นไปเจริญก้าวหน้าขึ้นกับนอกโพรงมดลูก ซึ่งบางทีอาจจะขึ้นอยู่กับด้านในเนื้อมดลูกหรืออยู่ข้างนอกมดลูกในอุ้งเชิงกราน ซึ่งโรคนี้จะมีผลให้มีลักษณะของการปวดระดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันแรกๆของรอบเดือน หรือวันก่อนมีรอบเดือนมา แล้วผู้เจ็บป่วยชอบมีลักษณะของการปวดเยอะขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปนานๆส่วนคนที่มีคู่แล้ว บางทีอาจมีปัญหาเจ็บในท้องน้อยเวลาร่วมเพศหรือมีลูกยาก ดังนี้เป็นเนื่องจากว่าการที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปรุ่งเรืองขึ้นไม่ถูกที่จะมีผลให้มีปฏิกิริยาของร่างกายรอบๆนั้นต้านทานเสมือนมีการอักเสบพอเพียงนานวันเข้าก็เปลี่ยนเป็นพังผืดเกิดขึ้น แล้วก็การที่เลือดออกราวกับเมนส์ก็ทำให้เลือดขังอยู่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อมดลูกและก็รังไข่) กระทั่งกำเนิดเป็นถุงน้ำ (Cyst) ขึ้นแล้วก็ทำให้ปวด แม้กระนั้นบางทีเลือดที่ขังอยู่ในถุงน้ำขึ้นรั่วหรือแตกออกมาระคายเยื่อท้องก็บางทีอาจทำให้มีลักษณะของการปวดร้ายแรงแบบทันควันได้ ส่วนที่ขึ้นอยู่กับในเนื้อมดลูกจะก่อให้ตัวมดลูกโตขึ้นแล้วก็มีเลือดรอบเดือนมามากยิ่งขึ้นเสมือนลักษณะของเนื้องอกมดลูกได้

พังผืดในช่องท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพังผืดที่ยึดระหว่างลำไส้ใหญ่ส่วนปลายกับฝาผนังท้อง เป็นต้นเหตุถึง 38% ในคนป่วยที่มาเจอแพทย์ด้วยลักษณะของการปวดท้องน้อยเรื้อรัง
ช็อกโกแลตซีสต์
มดลูกรวมทั้งปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง
เส้นโลหิตโป่งพองในอุ้งเชิงกราน (Pelvic congestion) ซึ่งคนไข้จะมีลักษณะของการปวดในขณะยืน รวมทั้งเมื่อนอนพักอาการจะดีขึ้น
โรคไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome)
เนื้องอกมดลูก หมายถึงกล้ามของมดลูกแปลงเป็นเนื้องอก (มีแบ่งตัวก้าวหน้าเร็วกว่าธรรมดาไม่อยู่นิ่ง แต่ว่าไม่ใช่เนื้องอก เนื่องจากไม่แพร่กระจายไปที่อื่นๆ) ทำให้มดลูกที่โตขึ้นจนกระทั่งไปเบียดบังอวัยวะอื่นๆและก็นำมาซึ่งลักษณะของการปวดตามมา หรือเนื้อดีของมดลูกมานะจะบีบตัวไล่เนื้องอกตอนมีรอบเดือนเพราะเหตุว่ามีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมก็ทำให้มีลักษณะของการปวดขึ้นได้เหมือนกัน
เนื้องอกแล้วก็ถุงน้ำรังไข่
เนื้องอกและก็มะเร็งลำไส้ใหญ่

ลักษณะของการปวดท้องน้อย
ลักษณะของการปวดจะแตกต่างกันไปขึ้นกับสาเหตุที่เป็น บางทีอาจปวดเจ็บ ปวดหน่วย หรือปวดบิดเป็นตอนๆที่รอบๆท้องน้อย(ระดับใต้สะดือลงมาที่หัวหน่าว) บางครั้งก็เจ็บปวดรวดร้าวไปที่อวัยวะอื่นๆ(ซึ่งชอบเป็นข้างหลัง ก้นกบ ต้นขา ฯลฯ) โดยบางทีอาจปวดเป็นตอนๆหรือปวดตลอดระยะเวลา รวมทั้งลักษณะของการปวดบางทีอาจเกี่ยวพันกับระยะของรอบเดือน การฉี่ การอุจจาระ ข้างหลังการกินอาหาร การนอนหรือการยืน ระหว่างหรือภายหลังจากการร่วมเพศ

ลักษณะของการปวดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นบางทีอาจก่อกวนการเคลื่อนไหว การนอน การมีเซ็กส์ การทำงาน กระทั่งทำให้คนไข้หลายรายไม่อาจจะประกอบภารกิจได้ตามเดิมจากลักษณะของการปวด หลายๆคนจะต้องลาออกจากงานเพราะว่าเมื่อมีลักษณะของการปวดก็ไม่สามารถที่จะทุเลาได้ด้วยยาพาราตามเดิม แล้วก็บางทีก็ปวดจนกระทั่งสุดที่จะทนได้ อีกทั้งหากเกิดขึ้นตรงเวลานานๆก็บางทีอาจทำให้คนไข้กำเนิดความตึงเครียดหรือกำเนิดความเปลี่ยนไปจากปกติทางจิตใจตามมาได้ ดังเช่นว่า มีลักษณะซึมเซา หรืออารมณ์แปรปรวน

แนวทางรักษาอาการปวดท้องน้อย

เมื่อมีลักษณะของการปวดหรือปวดท้องน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับความผิดปกติทางปัสสาวะ (อาทิเช่น ฉี่แสบ ขัด ฉี่เป็นเลือด) ทางอุจจาระ (อย่างเช่น อุจจาระเป็นเลือด) รวมทั้ง/หรือมีสารคัดเลือกหลั่งออกมาทางอวัยวะสืบพันธุ์ (เป็นต้นว่า หนองตกขาว) ควรจะไปพบหมอที่โรงพยาบาลเสมอเพื่อตรวจหาสาเหตุและก็รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

เมื่อหมอวินิจฉัยลักษณะของการปวดท้องน้อยกระทั่งรู้สาเหตุที่แน่ชัดแล้วว่ามีต้นเหตุจากโรคอะไร หมอจะให้การรักษาไปตามต้นสายปลายเหตุโดยนึกถึงอายุแล้วก็เรื่องราวมีบุตรร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้ลักษณะของการปวดหายไปหรือดีขึ้นหรือไม่เลวลง คือ

การใช้ยารักษา ตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ (หากลักษณะของการปวดมีเหตุมาจากการอักเสบติดโรค ยกตัวอย่างเช่น มดลูกอักเสบ),ยาลดการอักเสบ (ถ้าหากมีการอักเสบที่ไม่ติดโรค เป็นต้นว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญก้าวหน้าขึ้นไม่ถูกที่), ยาฮอร์โมนหรือยาคุม(เพื่อลดลักษณะของการปวดเมนส์) ฯลฯ แต่ว่าส่วนมากแล้วการให้ยาในโรคเยื่อบุโพรงมดลูกก้าวหน้าขึ้นไม่ถูกที่ หรือเนื้องอกมดลูก ชอบเป็นการดูแลและรักษาแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหยุดยาลักษณะของการปวดท้องน้อยก็จะเกิดขึ้นอีก
การผ่าตัด เนื่องจากโรคอะไรบางอย่างจะต้องรักษาโดยการผ่าตัดตัวอย่างเช่น โรคเยื่อบุโพรงมดลูกก้าวหน้าขึ้นไม่ถูกที่ในอุ้งเชิงกราน หรือในเรื่องที่หมอวิเคราะห์เจอจากการส่องกล้องผ่านท้องนั้น ในตอนนี้หมอชอบให้การดูแลและรักษาโดยการผ่าสร้างผ่านกล้องถ่ายรูปไปพร้อมในคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลาะพังผืด การเลาะถุงน้ำรังไข่ รวมถึงการผ่าตัดมดลูกรวมทั้งปีกมดลูก
การรักษา ด้วยการใช้แนวทางอื่นๆอาทิเช่น การให้ยาคลายการเกร็งตัวของกล้าม การฉีดยาชาเฉพาะที่ การให้กายภาพบำบัดการสอนให้มีการบริหารร่างกาย การฝึกหัดท่าทางการเดินการนั่งอื่นๆอีกมากมาย