โรคมะเร็งเต้านม อาการและวิธีรักษา – ผลข้างเคียง / ระยะของโรคมะเร็งเต้านม / ต้นเหตุของมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม (Breast cancer) คือ โรคมะเร็งที่มีความเกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายมีระดับเอสโตรเจนในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ส่วนมากมะเร็งจะพบได้บ่อยในผู้หญิง และจะเริ่มพบได้ตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป อีกทั้งจะพบได้มากขึ้นตามอายุอีกด้วย ส่วนมากจะพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โรคมะเร็งประเภทนี้เป็นโรคมะเร็งของผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย เนื่องจากว่าจะพบได้ในผู้ใหญ่ที่ อายุ 50 ปีขึ้นไป แล้วก็มีเพียงแค่ราวๆ 5% เพียงแค่นั้นที่เจอได้ในอายุต่ำยิ่งกว่า 40 ปี

โดยมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 2 ของโรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด อัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละเชื้อชาติและภูมิประเทศ โดยมีกล่าวว่าในภูมิภาคทวีปเอเชียจะเจอได้โดยประมาณ 18-26 คนต่อประชาชนหนึ่งแสนคน ภูมิภาคแอฟริกาเจอได้โดยประมาณ 22-28 คนต่อหนึ่งแสนคน, ในอเมริกากึ่งกลางรวมทั้งอเมริกาใต้เจอได้ราวๆ 42 คนต่อราษฎรหนึ่งแสนคน, ในทวีปยุโรปเจอได้ราวๆ 49-78 คนต่อมวลชนหนึ่งแสนคน แล้วก็ในอเมริกาเหนือเจอได้โดยประมาณ 90 คนต่อมวลชนหนึ่งแสนคน ส่วนในประเทศจากรายงานเมื่อปี พุทธศักราช 2544 – 2546 พบว่าสตรีเป็นโรคมะเร็งเต้านมโดยประมาณ 20.9 คน รวมทั้งในเพศชายราวๆ 0.3 คนต่อราษฎรหนึ่งแสนคน อีกทั้งมะเร็งจำพวกนี้จะเจอได้ในเพศชายน้อยกว่าสตรีเป็น 100 เท่า ซึ่งข้อมูลในการดูแลรักษามะเร็งเต้านมของเพศชายนั้นยังมีอยู่น้อยมาก เนื่องจากว่าเป็นโรคที่เจอได้น้อย ในทางด้านการแพทย์ก็เลยใช้แนวทางการรักษาเหมือนกับเพศหญิง

ต้นเหตุของโรคมะเร็งเต้านม

1.อายุที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ นับว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (ต้นเหตุรองลงมาเป็น ข้อ 2-8ส่วนข้ออื่นๆนับว่าเป็นต้นเหตุที่มีการเสี่ยงเพียงแต่บางส่วนเพียงแค่นั้น) โดยจะเจอผู้มีอาการป่วยเป็นโรคนี้ได้สูงมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงที่มีอายุปีขึ้นไปจะยิ่งมีการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง

2.เคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม และก็พบว่าเป็นซีสต์เต้านมประเภทที่เริ่มแตกต่างจากปกติ (Atypia)

3.กรรมพันธุ์ มีประวัติว่าคนภายในครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือโรคมะเร็งรังไข่ (คุณแม่หรือญาติพี่น้องท้องเดียวกัน) จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้สูงยิ่งกว่า (หากมีเครือญาติเป็นโรคมะเร็งเต้านมก่อนวัยหมดระดู ยิ่งมากคนก็ยิ่งมีการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้มากเพิ่มขึ้น)

4.เชื้อชาติ โดยเจอโรคนี้ในคนเชื้อชาติตะวันตกมากยิ่งกว่าเชื้อชาติทวีปเอเชีย

5.มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน โดยคนไข้ที่เกิดโรคมะเร็งเต้านมขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งจะมีการเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมขึ้นที่อีกข้างหนึ่งมากขึ้นเป็น 3-4 เท่า

6.มีประวัติการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ เนื่องจากว่าโรคมะเร็งรังไข่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน ก็เลยเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้

7.มีโรคก้อนเนื้อบางประเภทของเต้านม

8.การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความข้องเกี่ยวกับการเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

9.การเริ่มมีรอบเดือนคราวแรกตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเจอโรคนี้ได้สูงมากขึ้นในหญิงที่มีรอบเดือนหนแรกก่อนอายุ 12 ปี

10.การมีสภาวะหมดเมนส์ช้า หรือหมดเมนส์ข้างหลังอายุ 55 ปี

11.การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วก็ใช้ติดต่อกันนาน(เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม ก่อนวัยหมดประจำเดือน)

12.การมีลูกคนแรกข้างหลังอายุ 30 ปี

13.การไม่มีลูกหรือมีลูกยาก

14.การใช้ยากรุ๊ปฮอร์โมนตอบแทนข้างหลังวัยหมดประจำเดือนนานเกิน 4 ปี

15.มีสภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือสภาวะอ้วนที่เกิดตอนหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว[2] เพราะว่าแม้ว่ารังไข่จะหยุดการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว แม้กระนั้นก็พบว่ายังมีจำนวนฮอร์โมนอยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำที่ถูกทำจากเยื่อไขมันภายในร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้ามีสภาวะอ้วนก็จะมีผลให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงมากขึ้น ก็เลยเป็นการเพิ่มการเสี่ยง

16.ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

17.การทานอาหารที่มีไขมันสูงโดยตลอด

18.การสูบบุหรี่

19.การดื่มแอลกอฮอล์จัด

20.การได้รับรังสีในปริมาณสูงตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยสาว

ลักษณะของโรคมะเร็งเต้านม

ในระยะต้นมักมีลักษณะคลุมเครือ ต่อมาคนไข้จะลูบคลำได้ก้อนที่เต้านม (มักเกิดขึ้นเพียงแค่ข้างเดียว ส่วนโอกาสที่จะเกิดทั้งคู่ข้างมีเพียงแต่ 5%) ก้อนที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมมักจะมีลักษณะแข็งและก็ตะปุ่มตะป่ำ แต่ว่าบางทีอาจจะเป็นก้อนเรียบก็ได้ ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมส่วนมากจะไม่มีลักษณะของการเจ็บหรือปวด แม้กระนั้นจะมีเพียงแค่ 10% ของคนไข้แค่นั้นที่มีลักษณะของการปวดเต้านม

ส่วนอาการอื่นๆที่บางทีอาจเจออาทิเช่น หัวนมบุ๋ม (จากเดิมที่ปกติ) เต้านมใหญ่ขึ้นหรือทรงของเต้านมแตกต่างจากปกติไปจากเดิม ผิวหนังที่เต้านมยุบลงไปเหมือนลักยิ้ม ผิวหนังที่เต้านมมีผื่นแดง ร้อน แล้วก็ตะปุ่มตะป่ำเหมือนผิวส้ม อาจมีแผลที่หัวนมและก็รอบหัวนม หรือมีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกมาจากจุกนม ในบางรายบางทีอาจลูบคลำเจอก้อนรอบๆรักแร้ แล้วก็นานๆครั้งบางทีอาจเจอมะเร็งเต้านมที่มีลักษณะอาการบวมแดงเหมือนการอักเสบที่เต้านม

ระยะของโรคมะเร็งเต้านม
โรคมะเร็งเต้านมทั้งในหญิงแล้วก็เพศชายจะแบ่งได้เป็น 4 ระยะด้วยกันเช่นเดียวกับโรคมะเร็งทั่วๆไป

ระยะที่ 0 เป็นระยะที่ก้อนโรคมะเร็งยังมีขนาดเล็กรวมทั้งเซลล์มะเร็งยังอยู่เฉพาะในชั้นผิวของเยื่อเต้านม ในช่วงนี้ถ้าเกิดทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปี มากถึง95-100% (ในเวลานี้ยังไม่จัดว่าเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง ด้วยเหตุว่าโรคยังไม่มีการรุกรานใดๆก็ตาม)

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งที่เต้านมยังมีขนาดเล็กไม่เกิน 2ซม. ยังไม่แพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่จั๊กกะแร้ (ระยะที่ 1A– Stage IA) หรือเป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ (เป็นเซลล์โรคมะเร็งกลุ่มเล็กๆ) และก็ยังไม่เจอก้อนโรคมะเร็งที่เต้านมหรือเจอก้อนมะเร็งที่เต้านม แต่ว่ายังขนาดเล็กไม่เกิน 2 ซม. (ระยะที่ 1B – Stage IB) ในช่วงนี้แม้ทำการดูแลรักษาอย่างถูกต้องจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปีมากถึง 90-100%

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งขยายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ 1-3 ต่อม แต่ว่ายังไม่เจอก้อนโรคมะเร็งที่เต้านม หรือเป็นระยะที่ก้อนโรคมะเร็งที่เต้านมยังมีขนาดเล็กไม่เกิน 2 ซม. แม้กระนั้นโรคมะเร็งมีการแพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ 1-3 ต่อมหรือเป็นระยะที่ก้อนมะเร็งที่เต้านมมีขนาดโตกว่า 2 ซม. แต่ว่าไม่เกิน 5 ซม. ที่ยังไม่แพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ในช่วงนี้ถ้าหากทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปี โดยประมาณ 85-90%

ระยะที่ 3 ในตอนนี้แม้ทำการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปีอยู่ที่ราวๆ 65-70% โดยจะแบ่งได้3 แบบดังต่อไปนี้

ระยะที่ 3A (Stage IIIA) : เป็นระยะที่ยังไม่เจอก้อนมะเร็งที่เต้านมหรือเจอก้อนมะเร็งที่เต้านมขนาดใดก็ได้ แล้วก็โรคมะเร็งได้ขยายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ 4-9 ต่อม หรือเจอก้อนโรคมะเร็งที่เต้านมขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. รวมทั้งมะเร็งได้แผ่ขยายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ (เป็นเซลล์เนื้องอกกลุ่มเล็กๆ) หรือแพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ 1-3 ต่อม

ระยะที่ 3B (Stage IIIB) : เป็นระยะที่เจอก้อนโรคมะเร็งที่เต้านมมีขนาดใดก็ได้ รวมทั้งโรคมะเร็งได้แผ่ขยายไปยังผนังหน้าอกรวมทั้ง/หรือผิวหนังของเต้านมจนถึงก่อกำเนิดอาการบวม และก็บางทีอาจแพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองใกล้กับกระดูกหน้าอกจนถึง 9 ต่อม

ระยะที่ 3C (Stage IIIC) : เป็นระยะที่ยังไม่เจอก้อนโรคมะเร็งที่เต้านมหรือเจอก้อนมะเร็งที่เต้านมขนาดใดก็ได้ รวมทั้งมะเร็งได้แพร่กระจายเข้าไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้มากยิ่งกว่า 10 ต่อม หรือขยายไปต่อมน้ำเหลืองที่ไหปลาร้า หรือแผ่ขยายไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้วก็ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับกระดูกหน้าอก

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่โรคมะเร็งได้แพร่ไปสู่กระแสเลือดและก็อวัยวะอื่นๆที่พบได้มากเป็น ปอด สมอง ตับ กระดูก รวมทั้งไขกระดูก ซึ่งโรคในช่วงนี้ชอบไม่หายสนิท โดยปกติผู้เจ็บป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้ราว 1-3 ปี โดยขึ้นกับอวัยวะที่มีโรคแพร่ไป ส่วนอัตราการรอดตายเกิน 5 ปี จะอยู่ที่โดยประมาณ 0-20%

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม
หมอสามารถวินิจฉัยโรคนี้ทั้งในสตรีและก็ในเพศชายได้โดยมองจากอาการ เรื่องราวการเจ็บป่วยของคนภายในครอบครัวประวัติการรับประทานยาต่างๆการตรวจร่างกาย การตรวจลูบคลำเต้านม การตรวจภาพรังสีเต้านม (Mammogram – แมมโมแกรม) รวมทั้งบางทีอาจร่วมกับการตรวจอัลตราซาวนด์(Ultrasound) แต่ว่าที่จะได้ผลแน่ๆที่สุดเป็น การเจาะ ดูดเซลล์หรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางเซลล์วิทยาหรือทางพยาธิวิทยา

ถ้าหากพบว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านมหมอบางทีอาจให้ตรวจพิเศษเพิ่มเติมอีก เพื่อมองการแพร่ขยายของโรคมะเร็งไปยังอวัยวะต่างๆ(ตัวอย่างเช่น ตับ ปอด กระดูก ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์ตับ เอกซเรย์ปอด แล้วก็ตรวจสแกนกระดูก) และก็เพื่อมองว่าเนื้องอกมีการโต้ตอบต่อฮอร์โมนไหมด้วย ซึ่งการตรวจกลุ่มนี้จะมีความจำเป็นเป็นอย่างมากต่อการวางเป้าหมายการดูแลและรักษาที่สมควร

สำหรับการพิสูจน์เลือดและก็ยีน (Gene) เพื่อหาเนื้องอกเต้านมนั้นไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบนัก ด้วยเหตุว่าการวิเคราะห์เลือดเพื่อหาโรคมะเร็งเต้านมจะมีความเที่ยงตรงต่ำ ผู้ที่เป็นเนื้องอกเต้านมจะเจอผลการพิสูจน์เลือดเกี่ยวกับเนื้องอก ได้แก่ CA153, CEA ไม่ปกติน้อยกว่า 20% ในเวลาเดียวกันผู้ที่ส่งผลเลือดธรรมดาก็บางทีอาจจะเป็นเนื้องอกเต้านมอยู่รวมทั้งได้ ส่วนการตรวจยีน ตัวอย่างเช่น gene BRCA1, BRCA2 ซึ่งจะมีความไม่ปกติในเนื้องอกเต้านมที่เป็นกันทั้งครอบครัว ถ้าเกิดตรวจเจอก็มิได้แปลว่ากำลังเป็นเนื้องอกอยู่ เพียงจะชี้ให้เห็นว่าได้โอกาสเป็นเนื้องอกได้มากยิ่งกว่าคนทั่วๆไป แล้วก็ยีนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็เจอได้เพียงแต่ 5-10% ของคนป่วยทั้งสิ้นที่เป็นเนื้องอกเต้านมเพียงแค่นั้น เมื่อตรวจแล้วพบว่าธรรมดาก็ยังมีสิทธิ์เป็นเนื้องอกเต้านมอยู่ไม่น้อย

วิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม

หมอจะให้การรักษาด้วยการใช้การผ่าตัดเต้านม โดยบางทีอาจตัดเต้านมออกเพียงแต่เล็กน้อยหรือเอาออกทั้งหมด (ขึ้นกับระยะของโรค ขนาดและก็ตำแหน่งของก้อนเนื้อ ขนาดของเต้านมผู้เจ็บป่วยและก็ดุลยพินิจของหมอ) พร้อมด้วยเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออก นอกเหนือจากนั้นหมอจะให้การดูแลและรักษาเสริมด้วยรังสีรักษา ยาเคมีบรรเทา ยาฮอร์โมนบรรเทา (โดยให้รับประทานยาใช้ภายนอกม็อกสิเฟน (Tamoxifen) ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านทานเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการเติบโตของโรคมะเร็งเต้านม) แล้วก็ยารักษาตรงเป้าหรือยาที่ออกฤทธิ์เจาะจงต่อเซลล์เนื้องอก (Targeted therapy) โดยทั้งยาฮอร์โมนรวมทั้งยารักษาตรงเป้านั้นจะใช้รักษาเฉพาะคนไข้ที่เซลล์โรคมะเร็งเป็นจำพวกสนองตอบต่อยาแค่นั้น ซึ่งหมอสามารถรู้ได้จากการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้องอกไปตรวจทางพยาธิวิทยา

ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านม

1.ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งเต้านม

2.ผลข้างเคียงจากการดูแลรักษาโรคนี้จะขึ้นกับแนวทางที่ใช้ในการดูแลและรักษา ยกตัวอย่างเช่น

3.ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด อาทิเช่น การเสียเลือด, แผลผ่าตัดติดโรค, การสูญเสียเยื่อ และก็เสี่ยงต่อการสูดยาสลบ

4.ผลข้างเคียงจากการใช้รังสีรักษาเป็นผิวหนังในรอบๆที่ทำการฉายรังสีกำเนิดเป็นแผลถลอกปอกเปิก เป็นแผลแฉะแผลถูกไฟเผาน้ำร้อนลวก แผลมีขนาดใหญ่ แล้วก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค

5.ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบรรเทาหมายถึงผมหล่น, ไม่อยากอาหาร, อ้วกอ้วก, มือเท้าชา, หมดแรง, เกิดภาวะซีดเผือด, เม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดโรคได้ง่าย, สภาวะเกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกได้ง่าย, แนวทางการทำงานขอวไตน้อยลง ฯลฯ

6.ผลข้างเคียงจากการใช้ยาฮอร์โมนบรรเทาเป็นตกขาวโดยไม่มีการติดโรค, เลือดออกแตกต่างจากปกติทางช่องคลอด (เจอได้น้อย),ปวดข้อ, เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูก (เจอได้น้อยมากราว0.2-1.6 คน ต่อผู้ใช้ยานี้ 1,000 คน)

7.ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาตรงเป้าหมายถึงการเกิดสิวขึ้นทั่วตัวและก็บริเวณใบหน้า และก็ยาบางจำพวกบางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะเลือดออกได้ง่าย แผลติดยาเสพย์ติดกเมื่อกำเนิดรอยแผล รวมทั้งบางทีอาจเป็นต้นเหตุทำให้ฝาผนังไส้ทะลุได้

วิธีป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

1.หมั่นตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม เพื่อเจอโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีลักษณะอาการ ซึ่งการตรวจเจอเนื้องอกเต้านมได้ตั้งแต่ในช่วงแรกกำลังมีจังหวะรักษาโรคนี้ให้หายสนิทได้ โดยเหตุนั้นหญิงทุกคนควรจะหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเองไปพบหมอเพื่อตรวจเต้านมหรือถ่ายรูปรังสีเต้านมตามเกณฑ์อายุดังต่อไปนี้

อายุ 20 ปีขึ้นไป ให้ตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างต่ำเดือนละ 1ครั้ง (ตามกรรมวิธีการที่เสนอแนะไว้ข้างต้น)

อายุ 20-40 ปี ควรจะไปพบหมอเพื่อตรวจเต้านมทุกๆ3 ปี และอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรจะไปพบหมอเพื่อตรวจเต้านมบ่อยๆทุกปี

อายุ 35-40 ปี ควรจะตรวจค้นเนื้องอกระยะเดิม (ก่อนลูบคลำได้ก้อน) ด้วยการถ่ายรูปรังสีเต้านม (Mammography) เป็นครั้งแรกไว้เป็นหลักฐาน เมื่ออายุ 40-49 ปี ควรจะตรวจซ้ำทุก 1-2ปี รวมทั้งภายหลังจากอายุ 50 ปี ไปแล้ว ควรจะตรวจซ้ำเสมอๆทุกปี ส่วนผู้ที่มีการเสี่ยงสูง (ดังเช่น คนภายในครอบครัวสายตรงมีประวัติเป็นโรคนี้ อื่นๆอีกมากมาย) บางทีอาจควรต้องตรวจถี่ขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแนวทางถ่ายรูปรังสีเต้านม(Mammography) นับว่าเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วก็ได้รับการเห็นด้วยเป็นมาตรฐานทั้งโลก เพราะว่าสามารถตรวจเจอโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกที่มีขนาดเล็กมากมายหรือที่พึ่งมองเห็นเป็นหินปูนอยู่ในเต้านมได้ (ซึ่งเป็นโรคมะเร็งในระยะสุดที่รักษาให้หายสนิทได้) โดยจะคือการใช้เครื่องเอกซเรย์จำพวกพิเศษที่ใช้รังสีในจำนวนต่ำลงมากยิ่งกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วๆไปมากมาย เพื่อกระทำการตรวจเต้านมข้างละ 2 ท่า รวม 4 ภาพ โดยจะมีวัสดุอุปกรณ์ช่วยในผู้กระทำดเต้านม เพื่อเนื้อเต้านมกระจัดกระจายและก็เครื่องจะเอกซเรย์ภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งจะปลอดภัยใดๆก็ตามแก่เต้านม ก็เลยมีความปลอดภัยมากมาย แม้ผู้ที่ได้รับการเสริมเต้านมมาและจากนั้นก็สามารถตรวจได้โดยสวัสดิภาพ ส่วนในเพศชายนั้นยังไม่มีการเสนอแนะให้ตรวจคัดเลือกกรองเนื้องอกเต้านมที่เฉพาะ หมอก็แค่จะชี้แนะให้หมั่นพินิจตนเอง ถ้าเกิดพบว่ามีก้อนเนื้อไม่ปกติหรือมีเลือดออกมาจากจุกนม ก็ควรจะรีบไปพบหมอเพื่อตรวจค้นปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาอย่างแม่นยำ

2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ดังเช่นว่า การหลีกเลี่ยงการดูดบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์จัด แล้วก็การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนตรงเวลานาน

3.ควบคุมน้ำหนักตัวให้เข้าขั้นปกติ

4.ลดการบริโภคเนื้อแดง ของกินที่มีไขมันสูง

5.กินอาหารที่เป็นประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 กลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักแล้วก็ผลไม้ ควรจะกินให้มากมายๆ

6.หมั่นบริหารร่างกายบ่อยๆ

7.ควรจะเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง เพราะเหตุว่าจากการเรียนรู้พบว่าแม่ที่ให้ลูกดื่มนมตนเองนานเกิน 2 ปี จะส่งผลช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมลงได้

8.ผู้ที่มีการเสี่ยงสูง ดังเช่นว่า คนภายในครอบครัวมีประวัติมีอาการป่วยด้วยโรคนี้ อื่นๆอีกมากมาย ควรจะขอความเห็นหมอเพื่อพินิจพิเคราะห์ให้รับประทานยาคุ้มครองเอาไว้ เป็นต้นว่า แอสไพริน(อาทิตย์ละครั้ง) หรือยาต้านทานเอสโตรเจน ยกตัวอย่างเช่นทาม็อกสิเฟน (Tamoxifen), ราโลสิเฟน (Raloxifene) ฯลฯ

9.ทั้งในสตรีแล้วก็เพศชาย ถ้าหากลูบคลำเจอก้อนในเต้านมหรือเจอความไม่ดีเหมือนปกติของเต้านม ควรจะรีบไปพบหมอเพื่อรับการตรวจด้านใน 1-2 อาทิตย์