ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) อาการ สาเหตุ และวิธีการรักษา

ถุงน้ำดีอักเสบคืออะไร

ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) เป็นโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการอักเสบของถุงน้ำดี* ซึ่งหากเกิดขึ้นในทันทีและก็มีลักษณะของการปวดรุนแรงตรงใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงทางด้านขวารุน แต่ว่ารักษาให้หายได้ข้างใน 1-2 อาทิตย์ จะเรียกว่า “โรคถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน” (Acute cholecystitis) แต่ว่าถ้าหากมีการอักเสบเกิดขึ้นบ่อยเป็นๆหายๆเรื้อรัง รวมทั้งแต่ละครั้งคนไข้มีลักษณะของการปวดไม่ร้ายแรง จะเรียกว่า “โรคถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง” (Chronic cholecystitis)

โรคถุงน้ำดีอักเสบเป็นโรคของผู้ใหญ่ พบได้บ่อยปานกลาง แล้วก็เจอได้ในหญิงมากกว่าเพศชายราวๆ 2-3 เท่า ในอเมริกาจะพบว่ามีการผ่าตัดถุงน้ำดีเพื่อรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบราว 500,000รายต่อปี

ถุงน้ำดี

ถุงน้ำดี (Gallbladder) เป็นอวัยวะที่ท้องที่มีลักษณะเป็นถุงขนาดเล็กที่มีปริมาตรราวๆ 35-50 มิลลิลิตร ซึ่งมีหน้าหลักในการเก็บสำรองน้ำดีที่ผลิตจากตับแล้วก็ทำให้น้ำดีเข้มข้นขึ้นเพื่อช่วยสำหรับการย่อยอาหาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารไขมัน) โดยจะมีองค์ประกอบที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี แล้วก็ลำไส้เล็กตอนแรกซึ่งเป็นรอบๆที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร

ลักษณะของถุงน้ำดีอักเสบ

ลักษณะของโรคถุงน้ำดีอักเสบแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ

อาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Acute cholecystitis) เป็นแบบที่เจอได้เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

1.มีลักษณะของการปวดอย่างหนัก (ปวดลึกๆ) ตรงรอบๆใต้ลิ่นปี้หรือใต้ชายโครงทางขวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาหายใจเข้าลึกๆจะมีผลให้ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ลักษณะของการปวดบางทีอาจร้าวมาที่ไหล่ขวาหรือรอบๆข้างหลังตรงใต้สะบักขวาได้ (ภายหลังที่ปวดได้ครู่หนึ่งกล้ามท้องจะเกร็งรวมทั้งกดเจ็บ)

2.มีลักษณะของการมีไข้สูงและก็หนาวสั่นจากการติดโรคบักเตรี

3.มีลักษณะอ้วก คลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ

4.เมื่อเป็นมากอาจมีสภาวะโรคดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง เยี่ยวมีสีเหลืองเข้ม) แล้วก็อุจจาระมีสีซีดจาง จากการน้ำดีไหลลงสู่ไส้มิได้ก็เลยย้อนเข้า หรือเมื่อกำเนิดถุงน้ำดีแตกทะลุ ผู้เจ็บป่วยจะจับไข้สูง หน้าท้องแข็ง เจ็บทุกส่วนของท้องจากการเกิดเยื่อบุท้องอักเสบ

อาการถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง (Chronic cholecystitis)

เป็นแบบที่เจอได้น้อยกว่ามาก โดยเป็นภาวะที่ฝาผนังของถุงน้ำดีมีการหนาตัวและก็แข็งจากการที่บวมอยู่ตรงเวลานานๆคนไข้มักมีลักษณะอาการไม่แน่นอนแล้วก็ไม่แน่ชัดเท่าอาการจากถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (นอกจากในรายที่เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันซ้ำซ้อนที่จะมีผลให้มีลักษณะราวกับการอักเสบแบบรุนแรงได้) ก็เลยทำให้แยกจากสภาวะเจ็บท้องจากต้นเหตุอื่นๆได้ยาก โดยผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะของการปวดตรงรอบๆใต้ลิ่นปี้หรือใต้ชายโครงทางขวาไม่ร้ายแรง แม้กระนั้นจะปวดแบบเรื้อรังเป็นๆหายๆ(ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการปวดบิดเป็นช่วงชนิดเดียวกันกับลักษณะของการปวดของนิ่วในถุงน้ำดี) ร่วมกับมีอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ อ้วก คลื่นไส้ เหมือนลักษณะของของกินไม่ย่อย ซึ่งชอบเป็นภายหลังที่กินอาหารมันๆหรือหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก

สาเหตุของถุงน้ำดีอักเสบ

โรคถุงน้ำดีอักเสบมีต้นเหตุมาจาก 2 สาเหตุ คือ สาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี และก็ปัจจัยที่ไม่ใช่มาจากนิ่วในถุงน้ำดี

สาเหตุจากนิ่วในถุงน้ำดี เป็นในกรณีที่เจอได้สูงราวๆ 90-95%บางทีอาจกำเนิดเพราะก้อนนิ่วไปที่อุดตันท่อน้ำดีกระทั่งทำให้น้ำดีไหลออกมาจากถุงน้ำดีไปสู่ไส้มิได้ ทำให้ถุงน้ำดีมีแรงกดดันมากขึ้นรวมทั้งมีการยืดขยายตัวเยอะขึ้นจนกระทั่งไปกดแทรกเส้นเลือดต่างๆที่หล่อเลี้ยงถุงน้ำดี ทำให้เยื่อบุฝาผนังของถุงน้ำดีขาดเลือดสำเร็จให้มีการเจ็บรวมทั้งมีการอักเสบขึ้นตามมา หรืออาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการระคายเคืองของสารเคมีบางประเภทอันเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นข้างในถุงน้ำดี หรือเป็นผลมาจากการติดโรคบักเตรี ตัวอย่างเช่น เชื้ออีโคไล (E.coli),เชื้อเคล็บซิลลา (Klebsiella), เชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส(Staphylococcus), เชื้อสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus)ฯลฯ (การอักเสบติดเชื้อโรคส่วนมากจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากมีการอุดตันจากนิ่วในถุงน้ำดี เมื่อน้ำดีไม่มีการไหลระบายสู่ไส้เหมือนเช่นเคยก็ทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดิบได้ดี ก็เลยมีการติดโรคและก็การอักเสบ หรือบางทีอาจจะสรุปได้ว่าจะต้องมีการอุดตันประกอบกับการติดเชื้อโรคนั่นเอง) ดังนี้ถ้าเกิดขาดเลือดเยอะขึ้นเรื่อยๆจะมีผลทำให้เยื่อถุงน้ำดีเน่าตายหรือมีการแตกทะลุของถุงน้ำดี ก่อให้การเกิดติดโรคร้ายแรงในท้อง (เยื่อบุท้องอักเสบ) ได้ด้วย

สาเหตุที่ไม่ใช่มาจากนิ่วในถุงน้ำดี เป็นในกรณีที่เจอได้เพียงแค่ส่วนน้อยโดยประมาณ 5-10% โดยอาจเป็นเพราะถุงน้ำดีติดเชื้อโรคบักเตรี, เป็นผลมาจากเนื้องอกของถุงน้ำดีหรือของท่อน้ำดี,เป็นผลมาจากท่อน้ำดีตีบจากต้นสายปลายเหตุต่างๆที่ไม่ใช่จากนิ่ว(เป็นต้นว่า การเกิดพังผืด), เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคไข้รากสาดน้อย (เนื่องจากว่าเชื้อไข้รากสาดน้อยจะถูกกรองที่ตับและก็ถูกขับออกทางเรือดี), มีเหตุมาจากเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากถุงน้ำดีประสบอุบัติเหตุรวมทั้งมีการฉีกจนขาดนอกจากนั้น ยังบางทีอาจเจอได้ในคนป่วยข้างหลังผ่าตัด มีรอยแผลไฟเผาน้ำร้อนลวกที่มีการทำลายของเยื่อหลายชิ้น ภาวการณ์เลือดเป็นพิษ หรือป่วยหนักหนัก ฯลฯ

 

แนวทางรักษาถุงน้ำดีอักเสบ

1.ไปพบแพทย์ เมื่อมีลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นหรือคล้ายคลึงกับอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้ป่วยควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวิเคราะห์แล้วก็รับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องสมควรถัดไป ผู้ป่วยไม่เหมาะที่จะดูแลรักษาด้วยการใช้ตัวเอง เพราะว่าแม้ได้รับการตรวจวิเคราะห์รวมทั้งรักษาโรคที่ล่าช้าก็บางทีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ (อาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์ แม้อาการจะสามารถดีขึ้นได้เองด้านใน 1-2 อาทิตย์ แต่ว่าผู้เจ็บป่วยก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ในอัตราที่สูง ปริมาณร้อยละ 20 จากถุงน้ำดีอักเสบที่บางทีอาจเน่าตาย รวมทั้งจำนวนร้อยละ 2 จากถุงน้ำดีทะลุ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายมากมาย แต่ว่าจำนวนมากผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะแบบทันควันนี้จะมีลักษณะของการปวดร้ายแรงมากมายจนกระทั่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์อยู่แล้ว)

2.การดูแลและรักษาช่วยเหลือตามอาการ อาทิเช่น การให้งดเว้นน้ำงดเว้นอาหารเพื่อถุงน้ำดีได้พักในระยะที่มีลักษณะของการปวดมากมาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินที่มีไขมัน) การให้ยาพารายาลดไข้ ยาที่ช่วยบรรเทาอาการอ้วก การให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำเมื่อคนไข้ทานอาหารได้น้อย ฯลฯ

3.การให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาการติดเชื้อ 

4.การผ่าตัดถุงน้ำดีออกไป (Cholecystectomy) เป็นการรักษาโดยตรงที่แก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร ด้วยเหตุว่าหากว่าไม่ผ่าตัดการอักเสบมักย้อนกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ถ้าหากคนเจ็บมีลักษณะอาการใน 72 ชั่วโมง หมอจะกระทำผ่าตัดได้ง่าย แต่ว่าถ้าเกิดมีการอักเสบเกินกว่านั้นการผ่าตัดจะทำเป็นยากขึ้น เพราะเหตุว่าถุงน้ำดีจะบวมแดงรวมทั้งมีเลือดออกง่ายในขณะทำผ่าตัดศัลยแพทย์ก็เลยชอบให้การผ่าตัดภายหลังที่ควบคุมการอักเสบติดโรคได้แล้ว (แม้กระนั้นในบางครั้งที่คนป่วยไม่สนองตอบต่อยาหรือมีลักษณะติดโรคในกระแสโลหิตหรือถุงน้ำดีเป็นหนองแล้วก็มีเนื้อเน่าตาย หมอบางทีอาจจำเป็นต้องตกลงใจผ่าตัดอย่างเร่งด่วนในทันที)

โดยการผ่าตัดถุงน้ำดีในขณะนี้นั้นจะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน ส่วนการจะเลือกใช้กระบวนการใดนั้นก็ขึ้นกับดุลยพินิจของหมอ

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดท้อง (Open cholecystectomy) เป็นแนวทางการผ่าตัดแบบเดิม ในปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้ในกรณีที่ถุงน้ำดีมีลักษณะอักเสบมากมายหรือแตกทะลุ

การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (Laparoscopiccholecystectomy) เป็นวิธีการผ่าตัดแบบใหม่ที่ได้เปลี่ยนเป็นการรักษามาตรฐานมานานแล้ว ด้วยเหตุว่าลักษณะของการปวดแผลข้างหลังการผ่าตัดจะมีน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเดิม,แผลมีขนาดเล็ก ดูแลได้ง่าย แล้วก็ได้โอกาสติดโรคได้น้อยกว่า,เมื่อแผลหายจะเป็นรอยเล็กๆบนท้องเพียงแค่นั้น, คนเจ็บอยู่โรงหมอเพียงแค่ 1-2 วัน (การผ่าตัดแบบเดิมควรต้องอยู่โรงหมอนาน 7-10 วัน) และก็ใช้เวลาพักฟื้นข้างหลังการผ่าตัดเพียงแค่ 1อาทิตย์ (ทำให้กลับไปดำเนินการตามเดิมได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่จำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นราวๆ 1 เดือน) โดยในแนวทางการผ่าตัดนั้นศัลยแพทย์จะทำการเจาะรูเล็กๆรอบๆพุงด้วยวัสดุที่ดีไซน์มาเฉพาะสำหรับการเจาะพุงโดยสวัสดิภาพ รวม 4 ที่(ขนาดของรู 1 ซม. ที่สะดือ 1 ที่ และก็ขนาดของรูราว 0.5 ซม.อีก 3 ที่) แล้วก็ใส่กล้องถ่ายภาพที่มีก้านยาวๆรวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆผ่านรูที่ฝาผนังท้องลงไป (ทำให้หมอสามารถแลเห็นถุงน้ำดีรวมทั้งอวัยวะต่างๆได้จากหน้าจอทีวีที่กล้องถ่ายภาพส่งสัญญาณภาพมา) แล้วจึงทำเลาะแยกถุงน้ำดีออกมาจากตับและก็ใช้คลิปคีบห้ามเลือดแทนการใช้ไหมเย็บแผล ก่อนที่จะตัดขั้วของถุงน้ำดี แล้วเลาะที่เหลือให้ออก เมื่อตัดถุงน้ำดีได้แล้ว จะใส่ใส่ถุงที่วางแบบมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แล้วดึงออกมาจากร่างกายรอบๆรูสะดือ แล้วลูกศรหมอจะตรวจความเรียบร้อยเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะดึงเครื่องไม้เครื่องมือแล้วก็กล้องออกแล้วค่อยเย็บปิดแผล

วิธีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ

การป้องกันโรคนี้ให้ได้เต็ม 100% คงจะเป็นไปไม่ได้ แม้กระนั้นเราสามารถลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงน้ำดีอักเสบได้โดยการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่พอหลีกเลี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งที่สำคัญ คือ

1.จำกัดหรือลดการทานอาหารที่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูง
หมั่นบริหารร่างกายบ่อยๆ

2.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐานแล้วก็กำเนิดโรคอ้วน

3.ถ้าเกิดจำเป็นต้องการลดความอ้วนตัว ควรจะหาแนวทางลดความอ้วนอย่างแม่นยำแล้วก็เบาๆลดหุ่นอย่างช้าๆ

4.ป้องกันรักษา แล้วก็ควบคุมเบาหวาน/โรคไขมันในเลือดสูงให้ดี(ดังเช่น การไม่กินอาหารที่หวานมากมายไปจนกระทั่งเกิดโรคเบาหวาน)