วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูก ( ระยะที่ 0 – 4 ) ผลข้างเคียงจากการรักษา และเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิต

มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดของมะเร็งในสตรีไทย พบได้ทั่วไปในช่วงอายุ 30-70 ปี (เจอได้สูงในช่วงอายุ 45-55 ปี) แม้กระนั้นก็บางทีอาจเจอได้ในคนที่มีอายุน้อยๆเช่น 20 ปี และก็ในคนแก่ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปก็ได้ โดยคนป่วยโดยมากชอบมีเรื่องราวร่วมเพศตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 17 ปี) มีคู่รักหรือมีผัวหลายท่าน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งมั่นใจว่าจะส่งผลให้เกิดการเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสเอชพีวี(HPV) ที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้

มะเร็งปากมดลูกมีกี่ระยะ

โรคมะเร็งปากมดลูกนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 0 (ระยะเริ่มต้นก่อนเป็นโรคมะเร็ง) จะเป็นระยะที่เซลล์ของปากมดลูกเริ่มกำเนิดความเคลื่อนไหว แล้วก็สามารถตรวจเจอได้จากการตรวจแปปสเมียร์แล้ว แม้กระนั้นยังไม่อาจจะตรวจเจอความไม่ปกติอื่นๆจากการตรวจร่างกายได้

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เซลล์โรคมะเร็งยังอยู่ในเฉพาะรอบๆปากมดลูกเพียงแค่นั้น

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่เนื้องอกแพร่กระจายออกมาจากปากมดลูกไปรอบๆช่องคลอดส่วนบนหรือรอบๆอุ้งเชิงกราน แต่ว่ายังไม่แผ่ขยายถึงฝาผนังอุ้งเชิงกราน

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่โรคมะเร็งแพร่กระจายเข้าไปจนกระทั่งหรือติดผนังอุ้งเชิงกราน หรือก้อนโรคมะเร็งมีการกดทับท่อไต ทำให้หลักการทำงานของไตเสื่อมลงจนกระทั่งไตด้านนั้นไม่ทำงาน (บางทีอาจเป็นกับไตทั้งคู่ข้างก็ได้)

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่โรคมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงแล้วเป็นกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก หรือโรคมะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆตัวอย่างเช่น ตับ ปอด กระดูก สมอง ต่อมน้ำเหลือง

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

ในตอนนี้ยังไม่เคยทราบต้นเหตุที่ชัดแจ้ง แม้กระนั้นพบว่ามูลเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งเนื้องอกปากมดลูก (หรือราวๆ 70% ของคนป่วยโรคนี้) มีเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรังของปากมดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human papilloma virus– HPV) จำพวก 16 แล้วก็ 18 ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับจำพวกที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหูดแล้วก็หงอนไก่ ที่โดยมากมาจากเชื้อไวรัสเอชพีวีจำพวก 6 แล้วก็ 11โดยเชื้อไวรัสจำพวกนี้จะติดต่อจากการร่วมเพศที่ทำให้มีรอยถลอกปอกเปิกของผิวหรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ ก็เลยทำให้เชื้อไวรัสสามารถเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกกำเนิดความเคลื่อนไหวของเยื่อหรือเซลล์ของปากมดลูกกระทั่งเปลี่ยนเป็นเซลล์หรือเยื่ออักเสบเรื้อรัง (ระยะก่อนเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก) แล้วก็เป็นโรคมะเร็งสุดท้าย (เชื้อประเภทนี้ยังเป็นต้นสายปลายเหตุของการเกิดเนื้องอกโพรงปากและก็องคชาตได้ด้วย) โดยช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มมีการต่อว่าดเชื้อไวรัสกระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเป็นมะเร็งนั้นจะใช้เวลาราว 10-15 ปี (บางทีอาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้ก็ได้)

การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

  • การตรวจภายใน หมอจะทำตรวจทางช่องคลอด ตรวจลูบคลำหน้าท้อง รวมทั้งตรวจทางทวารหนัก เพื่อจะได้มองเห็นปากมดลูกอย่างชัดเจน รวมถึงการคลำการแพร่กระจายของโรคในอวัยวะใกล้กัน (ลูบคลำได้ทางทวารหนัก) ถ้าหากตรวจเจอก้อนเนื้อหรือแผล หมอจะกระทำตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งไปเพื่อทำการตรวจทางพยาธิวิทยา
  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear) หมอจะทำการวิเคราะห์โดยการขูดเซลล์เยื่อบุปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจค้นเซลล์ที่ไม่ดีเหมือนปกติหรือเซลล์ที่มีความเคลื่อนไหวซึ่งบางทีอาจนำมาซึ่งโรคมะเร็งได้
  • การตรวจด้วยกล้องถ่ายรูปตรวจปากมดลู (Colposcopy) หมอนรีเวชบางทีอาจกระทำการตรวจด้วยแนวทางนี้เพิ่มอีกและก็พินิจพิเคราะห์ตัดชิ้นเนื้อในส่วนที่เปลี่ยนไปจากปกติ เพื่อส่งไปเพื่อทำการตรวจทางพยาธิวิทยาเสริมเติมถัดไป
  • การตรวจอื่นๆการตรวจบางแนวทางบางทีอาจช่วยวินิจฉัยโรคโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ได้แก่ การครูดมดลูก การตัดปากมดลูกด้วยห่วงกระแสไฟฟ้า การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด หรือตามแต่หมอนรีเวชจะมีความคิดเห็นว่าสมควรในคนเจ็บแต่ละราย

 

การรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก

หมอจะวิเคราะห์โดยการขูดเซลล์เยื่อบุปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือที่เรียกว่า “แปปสเมียร์” (Pap smear) ทำการใช้กล้องถ่ายภาพส่องตรวจปากมดลูก (Colposcopy) แล้วตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ หากผลออกมาพบว่าเป็นมะเร็ง หมอก็จะให้การรักษาด้วยการใช้การผ่าตัด บางทีอาจให้รังสีบำบัดรักษา (ฉายแสง ใส่แร่เรเดียม) รวมทั้ง/หรือทำเคมีบรรเทาร่วมด้วย ดังนี้ขึ้นกับระยะของโรคที่เป็นอยู่, สภาพร่างกายทั่วๆไปของผู้เจ็บป่วย, โรคอื่นๆที่คนไข้เป็นอยู่ (ยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน), ความจำเป็นมีลูกของคนเจ็บ (ในเรื่องที่คนเจ็บอายุยังน้อย) รวมทั้งดุลยพินิจของหมอ

ระยะที่ 0 (ระยะเริ่มต้นก่อนเป็นมะเร็ง) ในตอนนี้ถ้าเกิดทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเกือบ 100% ด้วยเหตุนั้นการตรวจคัดเลือกกรองเพื่อหามะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นก็เลยมีความหมายเป็นอย่างมาก ซึ่งการดูแลและรักษาจะแบ่งได้ 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

  • การทำลายเยื่อรอบๆปากมดลูก ตัวอย่างเช่น การใช้ความเย็นจัดจี้ทำลาย (Cryosurgery), การใช้เลเซอร์จี้ทำลาย, การตัดปากมดลูกด้วยห่วงกระแสไฟฟ้า (LEEP) และก็การผ่าตัดปากมดลูก (Conization) ภายหลังจากกระทำการรักษาโดยใช้แนวทางดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามสมควรในผู้เจ็บป่วยแต่ละรายแล้ว ผู้เจ็บป่วยจะยังจะต้องทำการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจแปปสเมียร์ แล้วก็บางทีอาจจำต้องตรวจโดยใช้กล้องส่องตรวจปากมดลูก (Colposcopy) ทุกๆ3-6 เดือนหรือจากที่หมอนัดหมายตรวจ (มักใช้รักษาเมื่อคนไข้ยังอยากมีลูกอยู่)
  • การตัดมดลูกเพื่อเอามดลูกและก็ปากมดลูกออกทั้งหมด ซึ่งมักใช้ในเรื่องที่ผู้เจ็บป่วยมีลูกพอเพียงแล้ว, คนป่วยมีอายุมากหรืออยู่ในตอนวัยหมดระดูแล้ว, คนไข้ไม่อาจจะติดตามผลการดูแลรักษาแบบการทำลายเยื่อรอบๆปากมดลูกในระยะยาวได้ รวมทั้งคนไข้ที่มีพยาธิภาวะอันอื่นที่ควรต้องกระทำการผ่าตัด ดังเช่น เป็นเนื้องอกกล้ามมดลูก
  • ถ้าหากไม่สามารถที่จะกระทำรักษาด้วยการใช้แนวทางดังกล่าว หมอบางทีอาจใคร่ครวญกระทำการรักษาด้วยการใช้รังสีรักษา (Radiation therapy)

ระยะที่ 1 ในช่วงนี้แม้ทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการรอดชีวิตเกิน 5 ปี มากถึง 80-90% ซึ่งการดูแลและรักษาจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัด ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบเป็นการผ่าตัดมดลูก โดยบางทีอาจผ่าตัดรังไข่และก็ท่อนำไข่ทั้งคู่ข้างด้วย และก็การผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน (ถ้าเกิดผลของการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาจากการผ่าตัดทั้งสองชนิดพบว่า เยื่อมะเร็งมีความร้ายแรงสูง นำมาซึ่งการทำให้ได้โอกาสกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้สูง คนป่วยบางทีอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องจากการให้รังสีรักษาเพิ่มเติมอีก)
  • การรักษาโดยใช้การให้รังสีรังรักษา ซึ่งบางทีอาจจำต้องทำทั้งฉายแสงร่วมกับการใส่แร่ หรือบางทีอาจจะใส่แร่เพียงอย่างเดียว โดยขึ้นกับความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย
  • การรักษาโดยใช้การให้รังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดรักษา

ระยะที่ 2 ในช่วงนี้ถ้าเกิดทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปี ราวๆ 60-70% ซึ่งการดูแลรักษาจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยเหมือนกัน ดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากร่วมกับการตัดต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน (แม้ผลตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาจากการผ่าเอาทิ้งมาพบว่า ได้โอกาสกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้สูง ผู้เจ็บป่วยบางทีอาจจำต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเพราะการให้รังสีรักษาเพิ่ม)
  • การรักษาโดยใช้การให้รังสีรักษา ซึ่งจึงควรให้ทั้งฉายแสงร่วมกับการใส่แร่
  • การรักษาโดยใช้การให้รังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบรรเทา

ระยะที่ 3 ในเวลานี้ถ้าทำการดูแลรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปี โดยประมาณ 40-50% โดยจะเป็นการรักษาโดยใช้การให้รังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบรรเทา แต่ว่าในเรื่องที่ผู้เจ็บป่วยไม่อาจจะให้เคมีบรรเทาได้ หมอบางทีอาจให้การรักษาโดยใช้รังสีรักษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการให้รังสีรักษานี้จำเป็นที่จะต้องให้ทั้งฉายแสง ร่วมกับการใส่แร่

ระยะที่ 4 ในเวลานี้ถ้าทำการดูแลและรักษาอย่างแม่นยำจะมีอัตราการมีชีวิตรอดเกิน 5 ปี ราวๆ 0-20% ซึ่งการดูแลรักษาจะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

  • การรักษาด้วยการใช้การให้รังสีรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดรักษา ซึ่งการให้รังสีรักษานี้จำเป็นจะต้องให้ทั้งฉายแสง ร่วมกับการใส่แร่ โดยชอบให้การดูแลรักษาในผู้เจ็บป่วยที่เนื้องอกกระจัดกระจายไปยังอวัยวะข้างๆหมายถึงกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่แล้ว แล้วก็คนไข้ควรมีสภาพร่างกายบริบูรณ์แข็งแรงเพียงแค่นั้น
  • การรักษาด้วยการใช้การให้รังสีรักษา เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้เจ็บป่วย รวมทั้งเพื่อช่วยลดอาการที่เกิดจากเนื้องอก ดังเช่นว่า มีลักษณะของการปวด มีเลือดออก การรักษาโดยใช้การให้เคมีบรรเทาเพื่อทุเลาอาการต่างๆ
  • การดูแลและรักษาแบบเกื้อหนุนไปตามอาการ โดยให้เคมีบำบัดเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ
  • การผ่าตัด รังสีรักษา แล้วก็ยาเคมีบำบัดรักษาได้ ซึ่งจะนานับประการในคนป่วยแต่ละราย ดังนี้ขึ้นกับประเภทของยาเคมีบำบัดรักษา อายุ รวมทั้งสุขภาพโดยรวมของผู้เจ็บป่วย

ผลข้างเคียงจากการรักษาเนื้องอกปากมดลูก
ผลกระทบจากการดูแลและรักษาจะไม่เหมือนกันออกไปตามแต่แนวทางที่ผู้เจ็บป่วยได้รับการดูแลรักษา และก็ผลกระทบบางทีอาจพบได้ทั่วไปขึ้นแม้คนไข้ได้รับการดูแลและรักษาด้วยกันหลายๆแนวทาง

  • ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด ตัวอย่างเช่น การเจ็บจากการผ่าตัดถูกอวัยวะข้างๆการมีเลือดออก การติดเชื้อโรค ลักษณะของการปวด รวมทั้งถ้าเกิดได้รับการผ่าตัดเอามดลูกออกจะมีผลให้คนป่วยไม่อาจจะมีลูกได้อีก หรือแม้ผ่าตัดเอารังไข่ทั้งคู่ข้างออก คนป่วยก็จะมีภาวการณ์หมดระดูและก็มีลักษณะของวัยทองได้
  • ผลข้างเคียงจากการรักษาโดยใช้การให้รังสีรักษาหมายถึงผิวหนังในรอบๆที่ทำการฉายรังสีกำเนิดเป็นแผลถลอก เป็นแผลเปียกแผลถูกไฟเผาน้ำร้อนลวก แผลมีขนาดใหญ่ รวมทั้งเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค
  • ผลข้างเคียงจากการรักษาโดยใช้การให้ยาเคมีบรรเทา เช่น ผมหล่น เบื่อข้าวอาเจียน อ้วก มือเท้าชา อ่อนแรง สภาวะซีดเซียว เม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดโรคได้ง่าย ภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกได้ง่าย รูปแบบการทำงานของไตต่ำลง ฯลฯ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้จะแตกต่างออกไปในคนไข้แต่ละรายโดยขึ้นกับประเภทของยาเคมีบรรเทา อายุ รวมทั้งสุขภาพโดยรวมของคนไข้

การตรวจคัดเลือกกรองมะเร็งปากมดลูก

ผู้หญิงทุกคนควรจะไปพบหมอเพื่อตรวจค้นโรคมะเร็งระยะเริ่มต้นด้วยแนวทางแปปสเมียร์ ดังต่อไปนี้

  • ควรจะเริ่มตรวจตั้งแต่ข้างหลังแต่งงานหรือเริ่มมีเซ็กส์ได้ 3 ปี หรือเมื่ออายุได้ 21 ปีขึ้นไป ในสตรีที่ยังไม่เคยร่วมเพศมาก่อน
  • ควรจะตรวจบ่อยๆทุกปี หากผลตรวจออกมาปกติต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง รวมทั้งเป็นผู้ที่ไม่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง (เป็นต้นว่า มีการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง ได้รับยาเคมีบำบัดรักษา ดูดบุหรี่ รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด อื่นๆอีกมากมาย) บางทีอาจเว้นระยะห่างของการตรวจเป็นทุกๆ2-3 ปีได้ แต่ว่าถ้าเกิดมีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงก็ควรจะตรวจเสมอๆทุกปี
  • เพศหญิงที่แก่ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป แม้เคยมีผลของการตรวจว่าปกติต่อเนื่องกันขั้นต่ำ 3 ครั้ง และก็ไม่เคยมีผลของการตรวจที่เปลี่ยนไปจากปกติมาเป็นช่วงเวลามากยิ่งกว่า 10 ปี ก็สามารถหยุดการตรวจแปปสภรรยาร์ได้ แต่ว่าถ้าหากเคยเป็นเนื้องอกปากมดลูกมาก่อนแล้ว หรือมีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงตามที่กล่าวมา ก็น่าจะได้รับการตรวจถัดไปจนกระทั่งร่างกายยังแข็งแรง
  • หญิงที่เคยผ่าตัดมดลูกและก็ปากมดลูกออกทั้งหมดทั้งปวง โดยไม่มีเหตุมาจากเนื้องอก สามารถหยุดการตรวจแปปสภรรยาร์ได้ แต่ว่าหากการผ่าตัดมดลูกนั้นทำไปเพียงแค่เล็กน้อยแล้วก็ยังคงปากมดลูกเอาไว้ ก็ควรจะได้รับการตรวจแปปสภรรยาร์แบบหญิงทั่วๆไปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
  • สำหรับการตระเตรียมก่อนไปรับการตรวจคัดเลือกกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นนั้น เสนอแนะว่าควรจะงดเว้นร่วมเพศในคืนวันก่อนจะมารับการตรวจด้านใน, ห้ามสวนล้างด้านในช่องคลอดมาก่อน 1 วัน, ไม่สมควรมีการตรวจข้างในมาก่อน 1 วัน, ไม่สมควรเหน็บยาใดๆก็ตามในช่องคลอดมาก่อน 48 ชั่วโมง แล้วก็ควรจะมารับการตรวจข้างหลังหมดระดูแล้วราวๆ 2 อาทิตย์ (สำหรับผู้ที่ไม่มีรอบเดือนแล้วสามารถมาตรวจได้เลย)

 

วิธีปกป้องโรคมะเร็งปากมดลูก

  • เลี่ยงการร่วมเพศตั้งแต่อายุยังน้อย เลี่ยงการร่วมเพศแบบเสรีหรือไม่ปลอดภัย เพื่อคุ้มครองการเป็นโรคติดต่อทางเซ็กซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการติดเชื้อโรคเอชพีวีและก็ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง
  • ดูแลความสะอาดของร่างกายแล้วก็อวัยวะสืบพันธุ์ให้สะอาดอยู่เป็นประจำ
  • ผู้ชายควรจะสวมถุงยางทุกคราวเมื่อร่วมเพศ เพื่อคุ้มครองปกป้องการติดโรคต่างๆทางเซ็กซ์ (การใส่ถุงยางบางทีอาจคุ้มครองการติดโรคมิได้ หากมีรอยของโรคอยู่นอกรอบๆที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไปไม่ถึง)
  • การคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยาง กิ
  • นผักรวมทั้งผลไม้ให้มากมายๆบ่อยๆ
  • ไม่ดูดบุหรี่ บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส
  • พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณปกติ
  •  ในขณะนี้ได้มีวัคซีนคุ้มครองการติดเชื้อโรคเอชพีวี (HPV vaccine หรือที่ทั่วๆไปเรียกว่า “วัคซีนเนื้องอกปากมดลูก“) ออกมาให้บริการแล้ว ซึ่งจะเริ่มฉีดให้เด็กสาวตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป โดยฉีดปริมาณ 3 เข็ม (เข็มที่ 2 จะฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน ส่วนเข็มที่ 3 จะฉีดห่างจากเข็มลำดับที่สอง 6 เดือน) ซึ่งจะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกปากมดลูกเฉพาะที่มีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อโรคเอชพีวี (เจอได้ราว 70% ของผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก) แม้กระนั้นมีข้อเสียเป็น วัคซีนยังมีราคาสูง (เข็มละโดยประมาณ 2,000-3,000 บาท) ยังไม่สามารถที่จะปกป้องเนื้องอกปากมดลูกได้ 100% (สามารถคุ้มครองโรคได้โดยประมาณ 70%) รวมทั้งควรจะมีข้อพึงปฏิบัติเสริมเติมเพื่อทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของการฉีดยาให้เห็นผลอีกด้วย
  • ที่สำคัญที่สุดก็คือหมั่นตรวจคัดเลือกกรองโรคมะเร็งปากมดลูกเสมอๆทุกปี เพื่อหาโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะต้นที่ยังไม่ออกอาการ (แปปสภรรยาร์) แม้พบว่าเซลล์ปากมดลูกเริ่มมีความไม่ปกติในระยะก่อนเป็นเนื้องอก (Precancerous) จะได้ให้การดูแลและรักษาเพื่อปกป้องไม่ให้เป็นโรคมะเร็งได้ทัน แต่ว่าถ้าพบว่าเริ่มเป็นเนื้องอกในระยะเริ่มต้น (ก่อนออกอาการ) ก็จะได้ให้การดูแลและรักษาให้หายสนิทได้

ขอบคุณข้อมูลจาก haamor.com เรียบเรียงโดย thai2health.com